Adhdthailand
Adhdthailand Adhdthailand
Adhdthailand Adhdthailand
 

  ความสำคัญ และที่มาของปัญหา                                                          

           โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder, ADHD) เป็นภาวะผิดปกติด้าน สุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุดในวัยเด็ก ในกลุ่มประเทศตะวันตกพบว่าเป็นโรคสมาธิสั้นประมาณร้อยละ 2­8[1]  . สำหรับประเทศไทยมีการประมาณการความชุกของโรคสมาธิสั้นในเด็กวัยเรียนร้อยละ 5.1[2] มักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 3­6:1[3] และในการสำรวจเด็กสมาธิสั้นในสหรัฐอเมริกาช่วงอายุ 4­17 ปีโดย National Survey of Children's Health (NSCH) พบว่าในระหว่างปี2003­2007 มีเด็ก สมาธิสั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 7.8% เป็น 9.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กที่เป็น โรคนี้มีเพิ่มขึ้นถึง 21.8% ในช่วง 4 ปี[4] โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่เด็กมีความผิดปกติที่สำคัญ 3 ด้าน คือ ความสนใจต่ำ พฤติกรรม หุนหันพลันแล่น และอยู่ไม่นิ่งหรือซนผิดปกติ[3­4] การปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ไม่ดี[5] และเกิดปัญหา ระหว่างแม่กับลูกได้[6] ปัญหาที่เกิดจากโรคสมาธิสั้นเป็นปัญหาระยะยาวและสามารถส่งผลด้านลบต่อ พัฒนาการในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่เช่น ต่อต้านสังคม ติดยาเสพติด และเกิดภาวะซึมเศร้าได้[7] ดังนั้น เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากรบุคคลของประเทศจากโรคสมาธิสั้นในวัยเด็ก การให้การบำบัดและ รักษาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

            การรักษาโรคสมาธิสั้นที่ได้ประสิทธิผลดีคือการใช้การบำบัดร่วมกับการรักษาด้วยยา ซึ่งผู้ป่วย เด็กโรคสมาธิสั้นส่วนใหญ่ได้รับการรักษาด้วยยาเมทิลเฟนนิเดทซึ่งเป็นยา กลุ่มกระตุ้น (psychostimulant) แบบปลดปล่อยทันที(immediate release) เพื่อทำให้เด็กนิ่งและมีสมาธิในการ เรียนเพิ่มขึ้น การใช้ยาในรูปแบบปลอดปล่อยทันทีมีข้อจำกัดเรื่องเด็กลืมรับประทานยาโดยเฉพาะมื้อ เที่ยง นอกจากนั้นข้อมูลด้านความปลอดภัยของยาเมทิลเฟนนิเดทยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่จากรายงาน วิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ของพบว่าอัตราส่วนการใช้ยาเมทิลเฟนนิเดทในกลุ่มที่ตายไม่ทราบ สาเหตุหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็น 1.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราส่วนในกลุ่มที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ(0.4%) (odds ratio 7.4; 94% CI, 1.4­74.9) [8] อย่างไรก็ตามผลที่ได้จากงานวิจัยยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะ ระบุได้ว่าเมทิลเฟนนิเดทเป็นสาเหตุของการตาย จากข้อมูลนี้ทำให้เกิดการจำกัดการนำเข้ายา เมทิลเฟน นิเดทของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อปลายปีพ.ศ.2552 ครูเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กสมาธิสั้นมากกว่าบุคลากรทางการแพทย์ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาวะโรคและผลต่อ พฤติกรรม ความเป็นไปของโรค การปรับพฤติกรรม และการบริหารยาให้เด็กโรคสมาธิสั้นได้รับยาตาม แพทย์สั่งที่โรงเรียน เป็นการเฝ้าระวังในการดูแลการใช้ยาให้ถูกต้องและเกิดความปลอดภัย ดังนั้นการ เสริมความรู้ การสร้างทัศนคติที่ดีและการฝึกทักษะให้ครูด้านโรคและการใช้ยาในเด็กสมาธิสั้นจึงน่าจะ เกิดความร่วมมือระหว่างครูกับบุคลากรทางการแพทย์และครอบครัวเด็กสมาธิสั้น [9] ซึ่งน่าจะเพิ่มโอกาส ความสำเร็จในการบำบัดรักษาและเกิดการใช้ยาอย่างปลอดภัย

        อย่างไรก็ตามยังมีการศึกษาเรื่องความรู้และทัศนคติของครูต่อโรคสมาธิสั้นน้อยซึ่งเป็น การศึกษาในต่างประเทศ จากการศึกษาความรู้และทัศนคติของครูในประเทศอิหร่านต่อเรื่องโรคสมาธิสั้นพบว่าครูมีความรู้และมีทัศนคติเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นในระดับต่ำ [10] ครูประมาณร้อยละ 15­60 ไม่ทราบเกี่ยวกับยาเมทิลเฟนนิเดทที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้น [10­11] แต่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องความรู้และ ทัศนคติของครูในประเทศไทย และยังไม่มีโครงการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติและทักษะครูโรงเรียน ประถมเรื่องการดูแลภาวะโรคสมาธิสั้นในเด็ก การดูแลการใช้ยาและการติดตามผลเชิงพฤติกรรม

       ผู้วิจัยจึงสนใจการทำวิจัยเพื่อสำรวจความต้องการของครูโรงเรียนประถมในด้านการดูแลเด็ก สมาธิสั้นที่โรงเรียน พัฒนาชุดเสริมความรู้ ทัศนคต ิและทักษะในการส่งเสริมครูในเครือข่ายโรงเรียน ประถมให้เกิดความเข้มแข็งของในการดูแลเด็กสมาธิสั้น ด้วยการจัดการฝึกอบรม และจัดการแหล่ง เรียนรู้ด้วยตนเองทางเว็บไซต์และที่ปรึกษาทางโทรศัพท์การวิจัยนี้จะทำให้เกิดการเสริมศักยภาพการ ดูแลเด็กสมาธิสั้นของครูและเฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้ยาที่โรงเรียน



Adhdthailand Adhdthailand
Adhdthailand Adhdthailand
 
© Copy right 2012.
สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
เลขที่ 196 หมู่ 10 ตำบล ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 50180 
โทร 0 53908300-49 โทรสาร 0 5312 1185